วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้าทิศทางขึ้นต่อ เงินไหลเข้า-ดอลล์อ่อนหนุน อาจมีขายทำกำไร

นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ยังมีทิศทางของการปรับขึ้นอยู่ เพราะตลาดช่วงนี้เกิดจากเม็ดเงินที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดเป็นสำคัญ คงไม่ได้อิงหรือมองในเรื่องของโครงสร้างหรือเรื่องเทคนิคเท่าไรในช่วงนี้แต่เป็นเรื่องของเม็ดเงินที่เข้ามาและผลักดันตลาดขึ้นไป ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนเยอะทำให้เรื่องของสินค้าคอมมูดิตี้ยังดูน่าสนใจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตลาดหุ้นบ้านเราหุ้นในกลุ่มพลังงานดูโดดเด่นขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าในแง่ของการขึ้นยังมีอยู่แต่ขณะเดียวกันมองเป้าดัชนีอยู่แถว 700 จุด ตอนนี้ก็ทะลุขึ้นไปแล้วจังหวะนี้ก็มีโอกาสไปถึง 711-718 จุด แต่เนื่องจากตลาดเข้าเขตซื้อมากเกินไปแล้ว การขึ้นวันนี้มองเป็นจังหวะของการขายทำกำไรออกไปก่อน ขณะที่ตลาดต่างประเทศเช้านี้ก็ทรงๆมีลบ มีบวก แต่ก็ไม่ได้มีนัยอะไร
ประเด็นของการพิจารณาการลงทุน :
- ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโประจำเดือน ส.ค.52 อยู่ที่ 67.4 เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.52 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66.3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 66.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 89.8
- เปิดผลสำรวจซีอีโอ 120 บจ. พบ 69% คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีสัญญาณฟื้นตัวแต่ยังไม่ชัดเจน และส่วนใหญ่เชื่อรัฐบาลอยู่ได้อีก 1 ปี นายกฯไฟเขียว 'อลงกรณ์' ดูแลนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เบ็ดเสร็จ ให้อำนาจพิจารณากลั่นกรองโครงการและการขอใช้เงินพร้อมอนุมัติจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 5 พันล้าน ร่วมลงทุนเอกชนโครงการเศรษฐกิจสร้าง
สรรค์เร่งจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชง ครม.อนุมัติ 15 ก.ย.นี้
- โครงการต้นกล้าส่อเค้าวุ่น รัฐบาลอ้างเศรษฐกิจฟื้น ว่างงานลดลง หลังมีผู้ถอนตัวร่วมอบรมแล้ว 1.3 แสนราย สั่งชะลอรับโครงการชะลอเลิกจ้างภาคเอกชนปี 53 พร้อมรื้อหลักเกณฑ์ผู้ร่วมอบรมใหม่ ยกเลิกเบี้ยเลี้ยงผู้ผ่านอบรมเดือนละ 4.8 พันบาท ระหว่างรองานใหม่ 3 เดือน เผยใช้งบไปแล้วถึง 5.5 พันล้าน ขณะที่เอกชนยันยังมีบางธุรกิจต้องการร่วมโครงการ
- 'เอไอเอส'เผยสัญญาณอุตสาหกรรมรวมทั้งประเทศดีขึ้น เชื่อภาคโทรคมทั้งปีติดลบ 5% ดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นตั้งเป้า 'เอไอเอส' ต้องติดลบน้อยที่สุดรับโจทย์ซีอีโอใหม่ รายได้ต้องไม่ติดลบ ดันสองกลยุทธ์หลัก ขยายลูกค้าใหม่กลุ่มเด็กและต่างจังหวัด พร้อมกระตุ้นใช้งานลูกค้าเดิม-คอร์ปอเรท
- กระทรวงทรัพยากรฯนัดถกคมนาคมสายการบินทั่วประเทศหามาตรการรับมือยุโรปใช้เงื่อนไขโลกร้อนกีดกันการค้า พร้อมผนึกสายการบินอาเซียนต่อรองมาตรการอียู บังคับสายการบินต้องจ่ายธรรมเนียมที่ทำให้โลกร้อนขณะโอเปคเตรียมป้องผลประโยชน์ชี้ชาติพัฒนาแล้วไม่สามารถโยนความรับผิดชอบให้ชาติกำลังพัฒนา ด้านอียูทุ่มหมื่นล้านช่วยประเทศยากจน
-ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เชื่อว่า ในปีหน้าภาวะเงินทุนไหลเข้าประเทศจะมากกว่าปีนี้ เนื่องจากวิกฤติการเงินโลกคลี่คลาย แต่คงไม่สูงเหมือนปี 50 ที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.ไม่ได้ปิดกั้นและเตรียมเครื่องมือรองรับ
จัดทำโดย นางสาว สตรีรัตน์ บำรุง ID 5001103006
ที่มา www.google.com
คำถาม
1. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจของหมาลัยหอการค้าไทยเชื่อมั่นว่าดัชนีผู้บริโภคเดือนสิงหาคมอยู่ที่เท่าไร
2. โครงการต้นกล้าที่รัฐบาลอ้างว่าเศรษฐกิจฟื้นนั้นมีการยกเลิกเบี้ยเลี้ยงผู้ผ่านอบรมเท่าไร
3. สัญญาณอุตสาหกรรมที่เอไอเอสตั้งเป้าหมายไว้นั้นต้องเป็นแบบไหน

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

ข่าวเศรษฐกิจประจำวัน
ภาวะเงินเฟ้อของจีนยากที่จะควบคุม รายงานจาก Shanghai เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 51 นาย Peng Zhilong เจ้าหน้าที่
ระดับสูงของสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยว่า จีนประสบความยากลำบากที่จะจำกัดภาวะเงินเฟ้อไม่ให้เกินกว่าร้อยละ 4.8 (เทียบต่อปี)
เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสแรกปีนี้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ร้อยละ 8.0 ทำให้เป็นการยากที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ลดต่ำลงตามเป้าหมาย
ทั้งนี้มี 5 ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการจำกัดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งได้แก่อุปสงค์ส่วนเกินจำนวนมากจากการที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้เงิน
ลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่จีนเพื่อการค้าการลงทุนและการเก็งกำไร การเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการจีน
ซึ่งส่งผลให้กิจการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น และการสูงขึ้นของราคาทรัพย์สิน นอกจากนั้นนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มงวดของทางการ และการชะลอตัว
ของเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้อย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจีน
จะเผชิญกับภาวะชะงักงัน นับตั้งแต่ที่ทางการจีนต้องการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพที่ร้อยละ 9.0 ในปีนี้ และอัตรา
เงินเฟ้อยังคงอยู่ในเป้าหมายการควบคุม (รอยเตอร์)
จัดทำโดย
นางสาว จารุวรรณ ทองมาก ID 5001103080
คำถาม
1.นาย Peng Zhilong คือใคร
2.อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสแรกของจีนทำสถิติสูงสุดที่ร้อยละเท่าไร
3.อุปสรรคในการจำกัดภาวะเงินเฟ้อคืออะไร
ที่มา www.goolgel.com

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เปิดตัวสินเชื่อ FAST Track
วันนี้ (26 สิงหาคม 2552) ที่กระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรแสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการส่งออกนำเข้าแห่งประเทไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม แถลงข่าวเปิดตัวสินเชื่อ Fast Track ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเร่งการอนุมัติสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายการอนุมัติสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิม 301,500 ล้านบาทตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 เพื่อทดแทนการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ลดลง โดยมีการออก 14 มาตรการเพื่อช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประชาชนฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs ในภาคการเกษตร ท่องเที่ยว ส่งออก และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่
มาตรการที่ 1 เร่งการอนุมัติสินเชื่อของทุกธนาคารภายใน 3, 5, 7, 15 หรือ 21 วัน ตามประเภทและขนาดของ วงเงินสินเชื่อ โดยกระจายอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้กับระดับสาขา
มาตรการที่ 2 ปรับปรุงแบบฟอร์มและขั้นตอนการขออนุมัติสินเชื่อให้กระชับขึ้น
มาตรการที่ 3 เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน 1.75 % ของ บสย. มาตรการที่ 4 เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ โดยขยายวงเงินจาก 20 ล้านบาทเป็น 40 ล้านบาท
มาตรการที่ 5 ให้ธนาคารออมสินเข้าร่วมการอำนวยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว
มาตรการที่ 6 ธพว. และ ธ.ออมสินผ่อนปรนเงื่อนไขในการอำนวยสินเชื่อกับผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการดีก่อนวิกฤต
มาตรการที่ 7 โครงการธนาคารประชาชนโดย ธ.ออมสิน อำนวยสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีเป้าหมาย 500,000 ราย
มาตรการที่ 8 โครงการสินเชื่อห้องแถว โดย ธ.ออมสินมีสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย โดยมีเป้าหมาย 50,000 ราย
มาตรการที่ 9 ธสน. อำนวยสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู่ส่งออก โดยผ่อนปรนให้ใช้คำสั่งซื้อสินค้า (P/O) หรือ Letter of Credit (L/C) เป็นเงื่อนไขการพิจารณาใช้วงเงิน
มาตรการที่ 10 ให้ ธสน. พิจารณาการให้สินเชื่อแบบครบวงจรทั้งผู้ซื้อสินค้าต่างประเทศ Supplier
มาตรการที่ 11 ธ.ก.ส. อำนวยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการระดับจุลภาค มาตรการที่ 12 ธ.ก.ส. อำนวยสินเชื่อเพื่อรองรับโครงการรับประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ สินเชื่อ เพื่อปรับปรุงยุ้งฉาง และจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์
มาตรการที่ 13 ธอส. อำนวยสินเชื่อสำหรับการซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือซื้อห้องชุดพร้อมโอน
มาตรการที่ 14 ธอท. อำนวยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเพื่อไถ่ถอนที่อยู่อาศัย
จากมาตรการข้างต้นกระทรวงการคลังคาดว่าวงเงินสินเชื่อภายในปี 2552 เท่ากับ 927,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายประมาณร้อยละ 80 และคาดว่าประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 730,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรประมาณ 175,000 ราย ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 550,000 ราย SMEs และผู้ประกอบการท่องเที่ยวมากกว่า 3,000 ราย รวมทั้งผู้ส่งออกมากกว่า 1,500 ราย ทั้งนี้ ประมาณการว่าจะส่งผลในทางบวกต่อ GDP ประมาณร้อยละ 0.5-0.9 ในปลายปีนี้และต่อเนื่องไปในปีหน้า
ที่มา www.goolgel.com
นางสาว ศันศนีย์ พรหมมี ID 5001103068 c1/2
คำถาม
1.กระทรวงการคลังได้ร่วมตัวกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 7 แห่งเปิดตัวสินเชื่ออะไร
2.สินเชื่อ Fast Tarck ที่กระทรวงการคลังกับสถาบันเปิดตัวไปมีกี่มาตรการ
3.สินเชื่อ Fast Tarck ตัวนี้จะส่งผลทางบวกต่อ GDT ประมาทร้อยละเท่าไร

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิกฤติเศรษฐกิจ

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สของอังกฤษได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ก่อนหน้าการประชุมผู้นำของกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ว่าการประชุมครั้งนี้สำคัญมากต่อความอยู่รอดของระบบทุนนิยมเสรี จึงเสนอให้ผู้นำของกลุ่มประเทศดังกล่าวตกลงกันในประเด็นหลัก 3 ข้อที่ไฟแนนเชียลไทม์สเชื่อว่าจะช่วยให้วิกฤติเศรษฐกิจโลกยุติได้ในที่สุด
ประเด็นแรก คือความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกลดลงมาก ประเทศที่ได้ดุลการค้าและมีศักยภาพที่จะเพิ่มปริมาณการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเยอรมนี ควรกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างจริงจัง นอกจากนั้น หากมองในทางการเมืองแล้ว การที่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้แปรสภาพไปเป็นประเทศผู้นำเข้า ก็เป็นการบั่นทอนกระแสของการกีดกันทางการค้าได้อีกทางหนึ่ง
ประเด็นต่อมา คือความจำเป็นที่รัฐบาลต่างๆ ต้องแสดงความรับผิดชอบในการจัดการกับปัญหาของระบบการเงินภายในประเทศ หลังจากพิษร้ายที่เกิดจากตราสารหนี้ที่ค้ำประกันโดยสินเชื่อสังหาริมทรัพย์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธนาคารต่างๆ ทั่วโลก อันมีสาเหตุมาจากการสูญเสียมูลค่าของหลักทรัพย์จำนวนมากในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนให้ระบบธนาคารมีจำนวนเงินเพียงพอ และมีมาตรการบริหารตราสารหนี้ที่ขาดสภาพคล่องที่เป็นปัญหาหลักของวิกฤติการเงินในปัจจุบันรัฐบาลควรสนับสนุนให้ระบบธนาคารมีจำนวนเงินเพียงพอ และมีมาตรการบริหารตราสารหนี้ที่ขาดสภาพคล่อง
ส่วนประเด็นสุดท้าย คือประเทศสมาชิกของกลุ่ม G20 ต้องเพิ่มเงินสนับสนุนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เนื่องจากเงินในกองทุนมีไม่เพียงพอ หากเกิดวิกฤติการเงินในแถบประเทศยุโรปตะวันออก เอเชียหรืออเมริกาใต้ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นสพ.ไฟแนนเชียลไทม์สเห็นว่ามาตรการที่จะออกสิทธิถอนเงินพิเศษหรือหลักทรัพย์สำรองของไอเอ็มเอฟเองในปริมาณมากเป็นสิ่งที่เหมาะสม นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของการออกเสียง โดยเพิ่มสัดส่วนของประเทศในเอเชียและลดสัดส่วนของประเทศในยุโรปเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
นสพ.ไฟแนนเชียลไทม์ส ซึ่งถือเป็นสื่อมวลชนด้านการเงินทรงอิทธิพลของระบบทุนนิยมอังกฤษ ยังเขียนเตือนว่า การประชุม G20ครั้งนี้จะต้องไม่เหมือนการประชุมเมื่อปี พ.ศ. 2476 ซึ่งมีผู้นำจาก 66 ประเทศมารวมตัวกันเพื่อหาหนทางแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่หนักหน่วงเท่าเทียมกับวิกฤติในปัจจุบันนี้ แต่กลับประสบความล้มเหลวเนื่องจากแต่ละประเทศต่างตั้งกำแพงภาษีและมีนโยบายกีดกันการค้า ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในขณะนั้นเข้าสู่ภาวะถดถอยที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินโลก

ที่มา www.google.com
นางสาว สุภาพร สองหลง ID 5001103066 C1/2
คำถาม
1.การประชุมครั้งนี้มีข้อตกลงกันกี่ประเด็น
2.นสพ. ไฟแนนเชียลไทม์ส ถือเป็นสื่อมวลชนในด้านใด
3.การประชุมเมื่อ พ.ศ 2476 มีผู้นำรวมตัวกันกี่ประเทศ

เซียนหุ้นทำนายหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ

ระบุราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มฟื้นตัวและพายุเฮอริเคนจะเป็นเหตุให้กำลังผลิตน้ำมันลด แนะนักลงทุนจับตาหุ้นกลุ่มพลังงานมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยให้แนวต้านที่ 650-655 จุด

นายเตชธร ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (19 ส.ค.)ว่า ดัชนีฯน่าจะแกว่งตัวขึ้นในกรอบแคบ ตามดัชนีหุ้นต่างประเทศ โดยดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ระดับ 9,217.94 จุด เพิ่มขึ้น 82.60 จุด ดัชนีนิเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 10,260.50 จุด ลดลง 24.46 จุด และดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดตลาดเช้าที่ระดับ 20,195.09 จุด ลดลง 111.18 จุด

ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น น่าจะส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีแรงซื้อขายกลับเข้ามา เนื่องจากราที่จะทำให้การผลิตน้ำมันลดลง โดยราคาน้ำมันดิบไนแม็กซ์ล่วงหน้าส่งมอบเดือนกันยายน ปิดตลาดที่ระดับ 69.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ

"การที่น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นหุ้นในกลุ่มที่น่าจับมองคือ PTTEP - BANPU และหุ้นในกลุ่มธนาคารที่จะได้ผลดีจากการปรับตัวของหุ้นในกลุ่มพลังงาน โดยมีตัวเด่นคือ BBL และSCB อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรจับตาดูดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง เนื่องจากจะเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย" นายเตชธร กล่าว

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำนักลงทุนจับตามองหุ้นกลุ่มพลังงานที่จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและหุ้นกลุ่มเดินเรือ เนื่องจากแนวโน้มค่าระวางเรือจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 โดยมีแนวต้านดัชนีฯวันนี้ที่ 650-655 จุด

คำถาม
1.อะไรเป็นสาเหตุให้กำลังการผลิตน้ำมันมีปริมาณลดลง
2.ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์คปิดตลาดที่ระดับเท่าไร
3.น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานใดเป็นที่น่าจับตามอง
ที่มา http://www.thairath.co.th/eco/p1

นางสาวอาทิตยา อายุศร รหัส 5001103090 คณะบริหารธุรกิจ c1/2

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552




MFC ปิดยอดขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
M-STOR ได้เต็ม 608 ล้านบาท

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทปิดยอดขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอ็มเอฟซี-สแตรทิจิก สโตเรจฟันด์ หรือ MFC-Strategic Storage Fund (M-STOR) เต็มมูลค่าโครงการ 608 ล้านบาทตามเป้าหมาย ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการจดทะเบียนทรัพย์สินของกองทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกลต. เรียบร้อยแล้ว และได้ลงนามในสัญญาการลงทุนเพื่อซื้อกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งประกอบไปด้วยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ ของบริษัท อะกรีเวิลด์ จำกัด บริษัทเกษตรเหนือ จำกัด บริษัท พี.พี.ฟูดส์ ซัพพลาย จำกัด และบริษัท สยามนิปปอน เอนจิเนียริ่งพาร์ท จำกัด ซึ่งประกอบกิจการห้องเย็น และอาคารรับฝากสินค้า แล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ M-STOR ซึ่งมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิของกองทุน จะลงทุนในคลังสินค้าห้องเย็นที่ตั้งอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์หลักสำหรับธุรกิจการขนส่งสินค้าของประเทศ ซึ่งเป็นห้องเย็น 3 แห่ง ที่อ. วังน้อย อยุธยา อ่อนนุช กรุงเทพฯ และ ต. บางน้ำจืด สมุทรสาคร และคลังสินค้าปรับอากาศ 1 แห่ง ที่ อ. อุทัย อยุธยา ใกล้อุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งแต่ละทำเลเป็นจุดที่ใช้ในการลำเลียงสินค้าเพื่อกระจายไปยังทุกภาคของประเทศ รวมทั้งยังเป็นจุดรวมสินค้าจากภูมิภาคเข้าสู่กรุงเทพฯ อีกด้วย ทั้งนี้กองทุนจะทำสัญญาให้บริษัท อะกรีเวิลด์ จำกัด และ บริษัท สยามนิปปอน เอนจิเนียริ่ง พาร์ท จำกัด เช่าคลังสินค้าห้องเย็นกลับไปบริหารและจ่ายค่าเช่าให้กับกองทุนตามที่ได้ตกลงในสัญญา โดยกำหนดระยะเวลาเช่า 5 ปี ซึ่งผู้เช่าทรัพย์สินมีความเป็นมืออาชีพในธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น เพราะมีประสบการณ์การดำเนินธุรกิจห้องเย็นมากว่า 15 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการห้องเย็น และระบบการขนส่งต่างๆ ให้กับลูกค้าได้แน่นอน และเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง
ดร.พิชิต กล่าวว่า การลงทุนในคลังสินค้า และห้องเย็นนับเป็นทางเลือกใหม่ของการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย และเป็นธุรกิจสำคัญของระบบลอจิสติก ซึ่งขับเคลื่อนให้ธุรกิจดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพทั้งต้นทุน เวลา และการจัดการ อีกทั้งรัฐบาลให้การส่งเสริม และสร้างสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการขนส่งในประเทศให้มีประสิทธิภาพ สำหรับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจคลังสินค้าและห้องเย็นค่อนข้างสูง เนื่องจากปริมาณความต้องการพื้นที่ห้องเย็นเพื่อจัดเก็บอาหารสำเร็จรูปมีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณคลังสินค้าห้องเย็นยังมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้มีความต้องการพื้นที่ห้องเย็นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องเย็นสำหรับจัดเก็บอาหารสำเร็จรูป เนื่องจากห้องเย็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันรองรับการจัดเก็บจากอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง และไม่สามารถจัดเก็บอาหารสำเร็จรูปได้ จึงทำให้ความต้องการพื้นที่ห้องเย็นสำหรับจัดเก็บอาหารสำเร็จรูปมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังนิยมใช้บริการคลังสินค้าห้องเย็นภายนอก เนื่องจากสามารถควบคุมต้นทุนได้ พร้อมทั้งมีมืออาชีพในการบริหาร ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้คลังสินค้าห้องเย็นที่กองทุนจะลงทุนตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางการขนส่ง เป็นตัวเพิ่มศักยภาพดึงดูดความน่าสนใจให้แก่ผู้เช่าได้เป็นอย่างดี โดยผู้เช่าหลักจะเป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจอาหาร ทั้งบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้เช่าที่มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างมาก ทำให้อัตราการเช่าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างต่อเนื่อง
จัดทำบทความโดย นางสาวสตรีรัตน์ บำรุง ID 5001103006
ที่มา
www.google.com/ thaipr.net.com
คำถาม
1. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ M-STOR มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่เกินปีละกี่ครั้ง ในอัตราใด?
2. บริษัท เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโลจิสติกส์ ประเภทธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น เพราะมีเหตุผลใด?
3. เพราะเหตุใด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังนิยมใช้บริการคลังสินค้าห้องเย็นภายนอกอยู่?

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การแถลงการพยากรณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจอเมริกัน

นายเบ็น เบอร์นางกี้ ประธานของระบบธนาคารกลางอเมริกัน มาแถลงแสดงการพยากรณ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจอเมริกันในอนาคต
ต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการของทั้งสองสภาเมื่อวันอังคาร โดยเขากล่าวว่าเศรษฐกิจอเมริกันที่ซวดเซอยู่ขณะนี้
น่าจะพ้นจากภาวะซบเซาในระยะหลังของปีนี้ แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้าๆ และจะมีการสูญเสียตำแหน่งงานต่อไปอีก
ในการมาแถลงแสดงทัศนะต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาอเมริกัน
นายเบ็น เบอร์นางกี้พยากรณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้วกำลังใกล้จะยุติลง เขากล่าวไว้ตอนนี้ว่า "
เราคาดหมายว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะซบเซาถึงก้นบึ้ง และกลับฟื้นตัวในระยะหลังของปีนี้ องค์ประกอบสำคัญของคำพยากรณ์นี้
ได้แก่การประเมินสถานการณ์ของเราเกี่ยวกับตลาดการเคหะ
ซึ่งกำลังเริ่มทรงตัว อุปสงค์ในขั้นสุดท้ายควรจะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการเงินมาช่วยสนับสนุนด้วย "
แต่นายเบ็น เบอร์นางกี้ ประธานของระบบธนาคารกลางอเมริกันเตือนว่าช่วงเวลาอันยุ่งยากมากๆยังรออยู่ข้างหน้า เขากล่าวไว้ตอนนี้ว่า "
หลังจากเศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวแล้วเสียด้วยซ้ำไป อัตราการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงน่าจะ
ยังคงต่ำกว่าอัตราที่อยู่ในวิสัยว่าจะเป็นไปได้ในระยะยาวนั้นต่อไปอีกพักหนึ่ง เราคาดหมายว่า
การฟื้นตัวจะค่อยๆ กระฉับกระเฉงขึ้น และภาวะซบเซาจะค่อยจางหายไปอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บรรดาธุรกิจน่าจะยังระมัดระวังในการจ้างลูกจ้าง พนักงาน ซึ่งเป็นการส่อนัยว่าอัตราการว่างงานจะยังสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
แม้แต่ในช่วงหลังจากเศรษฐกิจ เริ่มกลับฟื้นตัวใหม่เสียด้วยซ้ำไป "
นายเบ็น เบอร์นางกี้กล่าวว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐ ซึ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เปอร์เซ็นต์
ในช่วงปีที่ผ่านมาจะยังคงเขยิบสูงขึ้นต่อไปในช่วงอีกหลายเดือน
หลังจากเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวใหม่แล้ว เขาเตือนด้วยว่า การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจจะโดนบ่อนเซาะ
ถ้าความก้าวหน้าด้านการฟื้นฟูระบบการธนาคารและการคลังอเมริกันเกิดหยุดชะงัก
คาดว่า ในวันพฤหัสบดี ฝ่ายการควบคุมดูแลการปฏิบัติ ตามกฎระเบียบด้านการเงินจะนำผลของการทดสอบความเครียด
เพื่อวัดขีดความสามารถของธนาคารใหญ่ๆ ของอเมริกาว่าจะคงทนต่อผลกระทบในทางลบของภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปอีกนานแค่ไ
หนนั้นออกเผยแพร่
นายเบ็น เบอร์นางกี้ไม่ยอมเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่อง นั้นก่อนที่จะมีการนำออกเปิดเผย แต่แสดงทัศนวิจารณ์ว่ายังคงมีความวิตกห่วงใยอย่างมาก
เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาคการธนาคารอยู่ต่อไป
บรรดานักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า วิกฤติกาลด้านสินเชื่อของโลก ช่วยผลักดันสหรัฐและประเทศส่วนมากในโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ถ้าไม่มีภาคการธนาคารที่เข้มแข็ง การหมุนเวียนของสินเชื่อจะยังคงอ่อนแอต่อไป
ทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคหาทุนมาประกอบกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้ยาก
ธนาคารและบริษัทให้บริการทางการเงินหลายสิบแห่งในสหรัฐ ได้รับเงินกู้ฐานะทางเศรษฐกิจจากมาตรการชุดสำหรับการ
กู้ภาวะเศรษฐกิจวงเงินเจ็ดแสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทางรัฐสภาอเมริกันอนุมัติไปตั้งแต่เดือน ตุลาคม ปีที่แล้ว
มีการใช้จ่ายเงินส่วนมาก จากกองทุนดังกล่าวไปแล้ว และรัฐบาลชุดประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า
ไม่มีความโน้มเอียงที่จะขอเงินเพิ่มเติมอีก แต่รัฐบาลอเมริกันกล่าวว่า ธนาคารต่างๆ
จะต้องพึ่งแหล่งเงินทุนภาคเอกชนเป็นสำคัญในอนาคต
จัดทำโดย นางสาวจารุวรรณ ทองมาก ID 5001103080
ที่มา www.google.com,www.voanews.com
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจอเมริกันซบเซามาเป็นเวลานานกี่ปี?
2.ประธานาธิบดีโอบามาได้ให้คำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายเงินกองทุนไว้ว่าอย่างไร?
3.อุปสงค์ขั้นสุดท้ายควรมีการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้ฟื้นตัวในทางใดบ้าง?

ธนาคารเกียรตินาคิง คงเป้าสินเชือที่0-5 %ส่งโปรโมชั่นพิเศษร่วม Money Expo

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)” คงเป้าสินเชื่อที่ 0-5% หลังผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 52 มีกำไรสุทธิ 379 ลบ มองเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เร่งปรับองค์กรและการบริการรองรับการแข่งขัน หลังประสบความสำเร็จจากควบคุมและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ โดยเอ็นพีแอลของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักลดลงมาอยู่ที่ 2.2% จากสิ้นปีอยู่ที่ 2.5% และเตรียมโปรโมชั่นพิเศษเงินฝากประจำและออมทรัพย์ ร่วมงาน Money Expo
นายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินของธนาคารฯ และบริษัทย่อยงวดไตรมาส 1 ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 379 ล้านบาท ลดลง 37.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2551 เนื่องจากมีการขยายฐานเงินฝากอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อชะลอตัวลงตามนโยบายที่จะเน้นคุณภาพสินทรัพย์ และขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังและรอบคอบ จากความสำเร็จในการควบคุมและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีจำนวน 7.08% ของสินเชื่อรวม (คำนวณตามเกณฑ์ ธปท.) ลดลงจาก 7.15% ณ สิ้นปี 2551 ส่วนทางด้านสินทรัพย์มียอดรวมอยู่ที่ 115,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2551 ประมาณ 0.4% โดยธนาคารฯ มีการให้สินเชื่อและลูกหนี้รวม 80,386 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างเงินฝากนั้น ปัจจุบัน ธนาคารฯ มีเงินฝาก หุ้นกู้ ตั๋วบีอี และหนี้สินอื่นๆ อยู่ที่ 97,703 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนราว 0.1% โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 ที่ 15.34% จากเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดคือ 8.5%ทั้งนี้ ธนาคารยังคงประมาณการทางการเงินในปี 2552 ตามเดิม โดยตั้งเป้าควบคุมคุณภาพของสินทรัพย์ ส่วนการเติบโตของสินเชื่อนั้น คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0-5% โดยในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จะเติบโตได้ในระดับที่ทรงตัว และขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 7 สาขา จากเดิม 37 สาขา เป็น 44 สาขาในสิ้นปี 2552
ด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีมูลค่า 56,397 ล้านบาท ลดลง 1.3% จากสิ้นปี 2551 ตามปริมาณยอดขายรถยนต์ในตลาดที่มีจำนวนลดลง โดยธนาคาร มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อเช่าซื้ออยู่ที่ 2.2% ของสินเชื่อเช่าซื้อรวม ลดลงจาก 2.5% ณ สิ้นปี 2551 ซึ่งแผนงานของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในปี 2552 นี้ จะเน้นการจัดกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรและเต็นท์รถยนต์ที่เป็นคู่ค้า จัดกิจกรรมไปตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ งาน “ธงฟ้า รถมือสอง" รวมถึงมหกรรมยานยนต์ในแต่ละภูมิภาค ตลอดปี 2552
นางสาวฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนงานด้านเงินฝากและการตลาดว่า “ในภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง สายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ได้หันมาเน้นในเรื่องการพัฒนาระบบการให้บริการ และเร่งปรับโครงสร้างกลุ่มลูกค้าเงินฝากเพื่อขยายฐานลูกค้า ตลอดจนใช้กลยุทธ์ขยายสาขาในจุดที่มีศักยภาพในการระดมเงินฝาก เพื่อรองรับการแข่งขันและการกระจุกตัวของเงินฝากที่สำนักงานใหญ่ และสาขาอโศก ทั้งนี้ ในปี 2552 ที่ธนาคารจะขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 7 สาขา นั้น จุดยุทธ์ศาสตร์หลักของเงินฝากจะอยู่ที่ เยาวราช สี่พระยา และวิภาวดีรังสิต เป็นต้น ที่ผ่านมา ธนาคารได้เปิดให้บริการช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางบริการ KK ATM และ KK e-Banking โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ธนาคารได้เปิดให้บริการ KK e-Banking (บริการเช็คยอดบัญชีผ่านทางอินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้าทั่วไป) และในไตรมาส 2 ของปี จะเพิ่มบริการ KK Alert หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมทางการเงินผ่าน SMS ซึ่งจะเป็นบริการนวัตกรรมใหม่ ที่จะเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น และเป็นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือในการสื่อสาร”
สำหรับงาน MONEY EXPO วันที่ 7-10 พฤษภาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้น กลุ่ม เกียรตินาคิน ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารเกียรตินาคินและ บล.เกียรตินาคิน เตรียมเสนอผลิตภัณฑ์พร้อมคุณภาพและบริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าตลอดมา โดยลูกค้าจะได้พบกับความคุ้มค่าทุกเส้นทางการลงทุนจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินคุณภาพที่บรรจงคัดสรรออกแบบมาโดยเฉพาะ พร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นพิเศษและผลตอบแทนที่ดี ในบูธจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ 1. KK Savings หรือโซนเงินฝาก แบ่งเป็น ฝากออมทรัพย์ เริ่มต้นที่ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ปกติ (ปัจจุบัน อยู่ที่ 1-1.25%) และเงินฝากประจำ 6 เดือน และ 12 เดือน ที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สูงกว่าเงินฝากประจำเทอมเดียวกันของธนาคารที่ประกาศอยู่ในปัจจุบัน 2. โซน KK Bancassurance ประกันสะสมทรัพย์ ที่ได้รับผลตอนแทนต่อปีมากกว่า3% 3. โซน KK Fund Mart & Securities Trade ที่รวบรวมกองทุนต่างๆ ที่ บล.เกียรตินาคินเป็นตัวแทนจำหน่ายถึง 19 บริษัทจัดการ รวมถึงบริการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ กับ บล.เกียรตินาคิน พร้อมแนะนำหุ้นที่น่าสนใจ และ 4. โซน KK Surely Asset บริการทรัพย์เด่น ทำเลทอง (ทรัพย์สินรอการ อาทิ ที่ดินเปล่าในย่านธุรกิจ อาคารพาณิชย์ต่างๆ) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยในแต่ละผลิตภัณฑ์ ธนาคารจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง รับรองได้ว่าจะเป็นอัตราที่สร้างผลตอบแทนได้ดีแน่นอน สรุปได้ว่า ลูกค้าใหม่ที่ทำธุรกรรมทางด้านเงินฝากครบทั้ง 4 โซนกับธนาคารภายในงาน จะได้รับของสมนาคุณถึง 4ต่อ ต่อที่ 1 เงินฝากดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำตามเทอมที่กำหนด ต่อที่ 2 ของสมนาคุณพิเศษ อาทิ ตุ๊กตาหมี KK Blue Star มูลค่า 150 บาท เมื่อเปิดบัญชี KK Savings Plus หรือ KK Magic Box มูลค่า 650 บาท เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากประจำ และ KK e-Mug มูลค่า 250 บาท เมื่อสมัครใช้บริการ KK e-Banking รวมถึง Gift Voucher มูลค่า300 บาท เมื่อซื้อประกันสะสมทรัพย์ทุกๆ 100,000 บาท ต่อที่ 3 ฟรีบัตร ATM พร้อมยกเว้นค่าแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก และต่อที่ 4 ได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลบทวิเคราะห์หุ้นและความเคลื่อนไหวของภาวะเศรษฐกิจรายวัน ทาง www.kiatnakin.co.th ที่จัดทำโดยทีมนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญของ บล.เกียรตินาคิน รวมมูลค่าทั้งสิ้นราว 1,600 บาท
Note to Editor:



จัดทำบทความโดย นางสาว ศันศนีย์ พรหมมี ID 5001103068
ที่มา www.google.com/ thaipr.net.com
คำถาม
1.งวดไตรมาส1ปี2552มีกำไรสุทธิ 379ล้าน และลดลงเท่าไรเมื่อกับ1ปีของ2551
2.ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ที่มีจำนวน7.08%ของสินเชื่อรวมเมื่อเทียบคิดคำนวณตามเกณฑ์ใดเป็นหลัก
3.โซนที่ 1 ของธนาคาร kk savings หรือโซนเงินฝากแบ่งเป็นออมทรัพย์ เริ่มที่ 50000 บาทนั้นมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติอยู่ระหว่างเท่าใด

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตลาดตราสารอนุพันธ์

ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคตสินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท

1. Forward
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการ
ระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures
ลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน


ความแตกต่างระหว่าง Forward และ Futures

Forward Contract

-ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่างสาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตาม ความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย

-การซื้อขายเป็นแบบ OTC

-การเปลี่ยนมือหรือการเลิกสัญญาทำได้ยาก

Futures Contract

-มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่างชัดเจน เช่นขนาดของสัญญา สินทรัพย์อ้างอิง วันหมดอายุ

-การซื้อการทำใน Exchange

-การเปลี่ยนมือหรือเลิกสัญญาทำได้ง่าย

3. Option
เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. สิทธิซื้อ (Call Options)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2. สิทธิขาย (Put Option)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนว
ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap
เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด เงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง

ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures

จัดทำบทความโดย นางสาวสุภาพร สองหลง ID5001103066
ที่มา www.google.com/ www.fizones.com
คำถาม
1.สัญญาอนุพันธ์เป็นสัญญาระหว่างบุคคลตั้งแต่กี่ฝ่าย
2.ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมีกี่แห่ง
3.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยเปิดดำเนินการในปี พ.ศ.ใด

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.4 จากเดิมอยู่ระดับ 39.2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน จากเดิมอยู่ระดับ 46 เนื่องจากคาดการณ์ว่าคำสั่งซื้อในเดือน ก.ค. อยู่ระดับ 43.5 และในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 49.5 การลงทุนในเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 52.8 ขณะที่เดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 48.8 การจ้างงานดีขึ้นจากเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 46.1 แต่ในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 50.2 การผลิตเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 47.3 และเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 55.4 ส่วนผลประกอบการในเดือน ก.ค. คาดว่าอยู่ที่ระดับ 50.3 และเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 55 ยกเว้นต้นทุนการผลิตเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 40 และในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 37.9 ทั้งนี้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ผ่านมาหากเทียบกับเดือน ม.ค. ถึง มี.ค. เริ่มมีสัญญาณเป็นบวก โดยเห็นจากคำสั่งซื้อสินค้าของผู้ประกอบการจากต่างประเทศเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาคำสั่งซื้ออยู่ระดับ 37 จากเดิมในเดือน เม.ย. อยู่ที่ระดับ 28.2 แสดงว่าการส่งออกยังขยายตัว นอกจากนี้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศเพิ่มขึ้น และเชื่อว่าการลงทุนของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนแนวโน้มจะชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/52 “ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยคือ เศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร รวมทั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยจะต้องติดตาม สถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น 3 เดือนข้างหน้าสะท้อนว่า โอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/52 จะขยายตัวเป็นบวกหากเทียบกับไตรมาส 1/52 ที่ติดลบ 7.1% แต่ถ้าเทียบไตรมาส 1/52 มีโอกาสที่ติดลบ” สำหรับภาวะเศรษฐกิจในเดือน พ.ค. 52 เทียบกับเดือน เม.ย. 52 ที่ผ่านมาอยู่ภาวะทรงตัว แต่ถ้าเทียบกับเดือน พ.ค. 51 ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นการลดลงในภาคอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้า และการท่องเที่ยว โดยเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ระดับ 71.5 ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ 16.5 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ภาครัฐต้องผลักดันโครงการที่วางแผนไว้ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และกระตุ้นให้เงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือปัจจัยทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัวต่อไปอีก.





คำถาม

1.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเพิ่มขึ้นในรอบกี่เดือน

2.สัญญาณที่บ่งบอกถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจคืออะไร

3.ปัจจัยด้านใดที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย


เขียนโดย
นางสาวอาทิตยา อายุศร รหัส 5001103090