วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การแถลงการพยากรณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจอเมริกัน

นายเบ็น เบอร์นางกี้ ประธานของระบบธนาคารกลางอเมริกัน มาแถลงแสดงการพยากรณ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจอเมริกันในอนาคต
ต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการของทั้งสองสภาเมื่อวันอังคาร โดยเขากล่าวว่าเศรษฐกิจอเมริกันที่ซวดเซอยู่ขณะนี้
น่าจะพ้นจากภาวะซบเซาในระยะหลังของปีนี้ แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้าๆ และจะมีการสูญเสียตำแหน่งงานต่อไปอีก
ในการมาแถลงแสดงทัศนะต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาอเมริกัน
นายเบ็น เบอร์นางกี้พยากรณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้วกำลังใกล้จะยุติลง เขากล่าวไว้ตอนนี้ว่า "
เราคาดหมายว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะซบเซาถึงก้นบึ้ง และกลับฟื้นตัวในระยะหลังของปีนี้ องค์ประกอบสำคัญของคำพยากรณ์นี้
ได้แก่การประเมินสถานการณ์ของเราเกี่ยวกับตลาดการเคหะ
ซึ่งกำลังเริ่มทรงตัว อุปสงค์ในขั้นสุดท้ายควรจะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการเงินมาช่วยสนับสนุนด้วย "
แต่นายเบ็น เบอร์นางกี้ ประธานของระบบธนาคารกลางอเมริกันเตือนว่าช่วงเวลาอันยุ่งยากมากๆยังรออยู่ข้างหน้า เขากล่าวไว้ตอนนี้ว่า "
หลังจากเศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวแล้วเสียด้วยซ้ำไป อัตราการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงน่าจะ
ยังคงต่ำกว่าอัตราที่อยู่ในวิสัยว่าจะเป็นไปได้ในระยะยาวนั้นต่อไปอีกพักหนึ่ง เราคาดหมายว่า
การฟื้นตัวจะค่อยๆ กระฉับกระเฉงขึ้น และภาวะซบเซาจะค่อยจางหายไปอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บรรดาธุรกิจน่าจะยังระมัดระวังในการจ้างลูกจ้าง พนักงาน ซึ่งเป็นการส่อนัยว่าอัตราการว่างงานจะยังสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
แม้แต่ในช่วงหลังจากเศรษฐกิจ เริ่มกลับฟื้นตัวใหม่เสียด้วยซ้ำไป "
นายเบ็น เบอร์นางกี้กล่าวว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐ ซึ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เปอร์เซ็นต์
ในช่วงปีที่ผ่านมาจะยังคงเขยิบสูงขึ้นต่อไปในช่วงอีกหลายเดือน
หลังจากเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวใหม่แล้ว เขาเตือนด้วยว่า การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจจะโดนบ่อนเซาะ
ถ้าความก้าวหน้าด้านการฟื้นฟูระบบการธนาคารและการคลังอเมริกันเกิดหยุดชะงัก
คาดว่า ในวันพฤหัสบดี ฝ่ายการควบคุมดูแลการปฏิบัติ ตามกฎระเบียบด้านการเงินจะนำผลของการทดสอบความเครียด
เพื่อวัดขีดความสามารถของธนาคารใหญ่ๆ ของอเมริกาว่าจะคงทนต่อผลกระทบในทางลบของภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปอีกนานแค่ไ
หนนั้นออกเผยแพร่
นายเบ็น เบอร์นางกี้ไม่ยอมเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่อง นั้นก่อนที่จะมีการนำออกเปิดเผย แต่แสดงทัศนวิจารณ์ว่ายังคงมีความวิตกห่วงใยอย่างมาก
เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาคการธนาคารอยู่ต่อไป
บรรดานักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า วิกฤติกาลด้านสินเชื่อของโลก ช่วยผลักดันสหรัฐและประเทศส่วนมากในโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ถ้าไม่มีภาคการธนาคารที่เข้มแข็ง การหมุนเวียนของสินเชื่อจะยังคงอ่อนแอต่อไป
ทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคหาทุนมาประกอบกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้ยาก
ธนาคารและบริษัทให้บริการทางการเงินหลายสิบแห่งในสหรัฐ ได้รับเงินกู้ฐานะทางเศรษฐกิจจากมาตรการชุดสำหรับการ
กู้ภาวะเศรษฐกิจวงเงินเจ็ดแสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทางรัฐสภาอเมริกันอนุมัติไปตั้งแต่เดือน ตุลาคม ปีที่แล้ว
มีการใช้จ่ายเงินส่วนมาก จากกองทุนดังกล่าวไปแล้ว และรัฐบาลชุดประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า
ไม่มีความโน้มเอียงที่จะขอเงินเพิ่มเติมอีก แต่รัฐบาลอเมริกันกล่าวว่า ธนาคารต่างๆ
จะต้องพึ่งแหล่งเงินทุนภาคเอกชนเป็นสำคัญในอนาคต
จัดทำโดย นางสาวจารุวรรณ ทองมาก ID 5001103080
ที่มา www.google.com,www.voanews.com
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจอเมริกันซบเซามาเป็นเวลานานกี่ปี?
2.ประธานาธิบดีโอบามาได้ให้คำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายเงินกองทุนไว้ว่าอย่างไร?
3.อุปสงค์ขั้นสุดท้ายควรมีการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาให้ฟื้นตัวในทางใดบ้าง?

ธนาคารเกียรตินาคิง คงเป้าสินเชือที่0-5 %ส่งโปรโมชั่นพิเศษร่วม Money Expo

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)” คงเป้าสินเชื่อที่ 0-5% หลังผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 52 มีกำไรสุทธิ 379 ลบ มองเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เร่งปรับองค์กรและการบริการรองรับการแข่งขัน หลังประสบความสำเร็จจากควบคุมและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ โดยเอ็นพีแอลของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักลดลงมาอยู่ที่ 2.2% จากสิ้นปีอยู่ที่ 2.5% และเตรียมโปรโมชั่นพิเศษเงินฝากประจำและออมทรัพย์ ร่วมงาน Money Expo
นายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินของธนาคารฯ และบริษัทย่อยงวดไตรมาส 1 ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 379 ล้านบาท ลดลง 37.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2551 เนื่องจากมีการขยายฐานเงินฝากอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อชะลอตัวลงตามนโยบายที่จะเน้นคุณภาพสินทรัพย์ และขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังและรอบคอบ จากความสำเร็จในการควบคุมและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีจำนวน 7.08% ของสินเชื่อรวม (คำนวณตามเกณฑ์ ธปท.) ลดลงจาก 7.15% ณ สิ้นปี 2551 ส่วนทางด้านสินทรัพย์มียอดรวมอยู่ที่ 115,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2551 ประมาณ 0.4% โดยธนาคารฯ มีการให้สินเชื่อและลูกหนี้รวม 80,386 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างเงินฝากนั้น ปัจจุบัน ธนาคารฯ มีเงินฝาก หุ้นกู้ ตั๋วบีอี และหนี้สินอื่นๆ อยู่ที่ 97,703 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนราว 0.1% โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 ที่ 15.34% จากเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดคือ 8.5%ทั้งนี้ ธนาคารยังคงประมาณการทางการเงินในปี 2552 ตามเดิม โดยตั้งเป้าควบคุมคุณภาพของสินทรัพย์ ส่วนการเติบโตของสินเชื่อนั้น คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0-5% โดยในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จะเติบโตได้ในระดับที่ทรงตัว และขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 7 สาขา จากเดิม 37 สาขา เป็น 44 สาขาในสิ้นปี 2552
ด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีมูลค่า 56,397 ล้านบาท ลดลง 1.3% จากสิ้นปี 2551 ตามปริมาณยอดขายรถยนต์ในตลาดที่มีจำนวนลดลง โดยธนาคาร มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อเช่าซื้ออยู่ที่ 2.2% ของสินเชื่อเช่าซื้อรวม ลดลงจาก 2.5% ณ สิ้นปี 2551 ซึ่งแผนงานของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในปี 2552 นี้ จะเน้นการจัดกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรและเต็นท์รถยนต์ที่เป็นคู่ค้า จัดกิจกรรมไปตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ งาน “ธงฟ้า รถมือสอง" รวมถึงมหกรรมยานยนต์ในแต่ละภูมิภาค ตลอดปี 2552
นางสาวฐิตินันท์ วัธนเวคิน ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนงานด้านเงินฝากและการตลาดว่า “ในภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง สายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ได้หันมาเน้นในเรื่องการพัฒนาระบบการให้บริการ และเร่งปรับโครงสร้างกลุ่มลูกค้าเงินฝากเพื่อขยายฐานลูกค้า ตลอดจนใช้กลยุทธ์ขยายสาขาในจุดที่มีศักยภาพในการระดมเงินฝาก เพื่อรองรับการแข่งขันและการกระจุกตัวของเงินฝากที่สำนักงานใหญ่ และสาขาอโศก ทั้งนี้ ในปี 2552 ที่ธนาคารจะขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 7 สาขา นั้น จุดยุทธ์ศาสตร์หลักของเงินฝากจะอยู่ที่ เยาวราช สี่พระยา และวิภาวดีรังสิต เป็นต้น ที่ผ่านมา ธนาคารได้เปิดให้บริการช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางบริการ KK ATM และ KK e-Banking โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ธนาคารได้เปิดให้บริการ KK e-Banking (บริการเช็คยอดบัญชีผ่านทางอินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้าทั่วไป) และในไตรมาส 2 ของปี จะเพิ่มบริการ KK Alert หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมทางการเงินผ่าน SMS ซึ่งจะเป็นบริการนวัตกรรมใหม่ ที่จะเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้น และเป็นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือในการสื่อสาร”
สำหรับงาน MONEY EXPO วันที่ 7-10 พฤษภาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้น กลุ่ม เกียรตินาคิน ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารเกียรตินาคินและ บล.เกียรตินาคิน เตรียมเสนอผลิตภัณฑ์พร้อมคุณภาพและบริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าตลอดมา โดยลูกค้าจะได้พบกับความคุ้มค่าทุกเส้นทางการลงทุนจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินคุณภาพที่บรรจงคัดสรรออกแบบมาโดยเฉพาะ พร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นพิเศษและผลตอบแทนที่ดี ในบูธจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ 1. KK Savings หรือโซนเงินฝาก แบ่งเป็น ฝากออมทรัพย์ เริ่มต้นที่ 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ปกติ (ปัจจุบัน อยู่ที่ 1-1.25%) และเงินฝากประจำ 6 เดือน และ 12 เดือน ที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สูงกว่าเงินฝากประจำเทอมเดียวกันของธนาคารที่ประกาศอยู่ในปัจจุบัน 2. โซน KK Bancassurance ประกันสะสมทรัพย์ ที่ได้รับผลตอนแทนต่อปีมากกว่า3% 3. โซน KK Fund Mart & Securities Trade ที่รวบรวมกองทุนต่างๆ ที่ บล.เกียรตินาคินเป็นตัวแทนจำหน่ายถึง 19 บริษัทจัดการ รวมถึงบริการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ กับ บล.เกียรตินาคิน พร้อมแนะนำหุ้นที่น่าสนใจ และ 4. โซน KK Surely Asset บริการทรัพย์เด่น ทำเลทอง (ทรัพย์สินรอการ อาทิ ที่ดินเปล่าในย่านธุรกิจ อาคารพาณิชย์ต่างๆ) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยในแต่ละผลิตภัณฑ์ ธนาคารจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง รับรองได้ว่าจะเป็นอัตราที่สร้างผลตอบแทนได้ดีแน่นอน สรุปได้ว่า ลูกค้าใหม่ที่ทำธุรกรรมทางด้านเงินฝากครบทั้ง 4 โซนกับธนาคารภายในงาน จะได้รับของสมนาคุณถึง 4ต่อ ต่อที่ 1 เงินฝากดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำตามเทอมที่กำหนด ต่อที่ 2 ของสมนาคุณพิเศษ อาทิ ตุ๊กตาหมี KK Blue Star มูลค่า 150 บาท เมื่อเปิดบัญชี KK Savings Plus หรือ KK Magic Box มูลค่า 650 บาท เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากประจำ และ KK e-Mug มูลค่า 250 บาท เมื่อสมัครใช้บริการ KK e-Banking รวมถึง Gift Voucher มูลค่า300 บาท เมื่อซื้อประกันสะสมทรัพย์ทุกๆ 100,000 บาท ต่อที่ 3 ฟรีบัตร ATM พร้อมยกเว้นค่าแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก และต่อที่ 4 ได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลบทวิเคราะห์หุ้นและความเคลื่อนไหวของภาวะเศรษฐกิจรายวัน ทาง www.kiatnakin.co.th ที่จัดทำโดยทีมนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญของ บล.เกียรตินาคิน รวมมูลค่าทั้งสิ้นราว 1,600 บาท
Note to Editor:



จัดทำบทความโดย นางสาว ศันศนีย์ พรหมมี ID 5001103068
ที่มา www.google.com/ thaipr.net.com
คำถาม
1.งวดไตรมาส1ปี2552มีกำไรสุทธิ 379ล้าน และลดลงเท่าไรเมื่อกับ1ปีของ2551
2.ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ที่มีจำนวน7.08%ของสินเชื่อรวมเมื่อเทียบคิดคำนวณตามเกณฑ์ใดเป็นหลัก
3.โซนที่ 1 ของธนาคาร kk savings หรือโซนเงินฝากแบ่งเป็นออมทรัพย์ เริ่มที่ 50000 บาทนั้นมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติอยู่ระหว่างเท่าใด

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตลาดตราสารอนุพันธ์

ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคตสินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท

1. Forward
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการ
ระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures
ลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน


ความแตกต่างระหว่าง Forward และ Futures

Forward Contract

-ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่างสาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตาม ความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย

-การซื้อขายเป็นแบบ OTC

-การเปลี่ยนมือหรือการเลิกสัญญาทำได้ยาก

Futures Contract

-มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่างชัดเจน เช่นขนาดของสัญญา สินทรัพย์อ้างอิง วันหมดอายุ

-การซื้อการทำใน Exchange

-การเปลี่ยนมือหรือเลิกสัญญาทำได้ง่าย

3. Option
เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. สิทธิซื้อ (Call Options)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2. สิทธิขาย (Put Option)
คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนว
ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap
เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด เงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง

ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures

จัดทำบทความโดย นางสาวสุภาพร สองหลง ID5001103066
ที่มา www.google.com/ www.fizones.com
คำถาม
1.สัญญาอนุพันธ์เป็นสัญญาระหว่างบุคคลตั้งแต่กี่ฝ่าย
2.ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมีกี่แห่ง
3.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยเปิดดำเนินการในปี พ.ศ.ใด

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.4 จากเดิมอยู่ระดับ 39.2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน จากเดิมอยู่ระดับ 46 เนื่องจากคาดการณ์ว่าคำสั่งซื้อในเดือน ก.ค. อยู่ระดับ 43.5 และในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 49.5 การลงทุนในเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 52.8 ขณะที่เดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 48.8 การจ้างงานดีขึ้นจากเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 46.1 แต่ในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 50.2 การผลิตเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 47.3 และเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 55.4 ส่วนผลประกอบการในเดือน ก.ค. คาดว่าอยู่ที่ระดับ 50.3 และเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 55 ยกเว้นต้นทุนการผลิตเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 40 และในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 37.9 ทั้งนี้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ผ่านมาหากเทียบกับเดือน ม.ค. ถึง มี.ค. เริ่มมีสัญญาณเป็นบวก โดยเห็นจากคำสั่งซื้อสินค้าของผู้ประกอบการจากต่างประเทศเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาคำสั่งซื้ออยู่ระดับ 37 จากเดิมในเดือน เม.ย. อยู่ที่ระดับ 28.2 แสดงว่าการส่งออกยังขยายตัว นอกจากนี้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศเพิ่มขึ้น และเชื่อว่าการลงทุนของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนแนวโน้มจะชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/52 “ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยคือ เศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร รวมทั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยจะต้องติดตาม สถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น 3 เดือนข้างหน้าสะท้อนว่า โอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/52 จะขยายตัวเป็นบวกหากเทียบกับไตรมาส 1/52 ที่ติดลบ 7.1% แต่ถ้าเทียบไตรมาส 1/52 มีโอกาสที่ติดลบ” สำหรับภาวะเศรษฐกิจในเดือน พ.ค. 52 เทียบกับเดือน เม.ย. 52 ที่ผ่านมาอยู่ภาวะทรงตัว แต่ถ้าเทียบกับเดือน พ.ค. 51 ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นการลดลงในภาคอุตสาหกรรม การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้า และการท่องเที่ยว โดยเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ระดับ 71.5 ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ 16.5 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ภาครัฐต้องผลักดันโครงการที่วางแผนไว้ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และกระตุ้นให้เงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือปัจจัยทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัวต่อไปอีก.





คำถาม

1.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเพิ่มขึ้นในรอบกี่เดือน

2.สัญญาณที่บ่งบอกถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจคืออะไร

3.ปัจจัยด้านใดที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย


เขียนโดย
นางสาวอาทิตยา อายุศร รหัส 5001103090